เมื่อ "กระดูกหลังทรุด" และ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" รุมเร้าในวัย 70+ : ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป มีทางออกให้คุณป้าครับ

 



เมื่อ "กระดูกหลังทรุด" และ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" รุมเร้าในวัย 70+ : ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป มีทางออกให้คุณป้าครับ

“ปวดหลังเรื้อรัง ร้าวลงขา เจ็บจนไม่อยากเดิน... กลัวว่าถ้าผ่าตัดแล้วจะกลายเป็นอัมพาตติดเตียง” นี่คือความกังวลที่กัดกินใจผู้สูงอายุหลายท่าน โดยเฉพาะเมื่ออายุล่วงเข้าสู่เลข 70 ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา หลายคนทนปวดมานานนับปี รักษามาหลายวิธีทั้งกินยา ฉีดซีเมนต์ กายภาพ แต่ทำไมอาการยังไม่ดีขึ้น? วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังว่า ในกรณีที่คุณป้าเจออยู่ เราจะก้าวผ่านความปวดนี้ไปได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "คุณป้ามาลี" กับความหวังที่เกือบหลุดลอย

คุณป้ามาลี (นามสมมติ) อายุ 76 ปี อาศัยอยู่กับคุณลุงเพียงสองคน ไม่มีลูกหลานคอยดูแล ป้ามาลีทรมานกับอาการปวดหลังมานานกว่า 2 ปี อาการปวดนี้ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา แต่มันปวดตื้อที่เอว ร้าวลงไปถึงสะโพก บางครั้งเจ็บแปลบเหมือนเข็มหมุดทิ่มที่จุดสลักเพชร และที่น่ารำคาญที่สุดคืออาการร้าวขึ้นมาที่หน้าอกใต้ราวนม ทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง นอนหลับยากจนต้องพึ่งยานอนหลับ

ก่อนหน้านี้คุณป้าเคยไปรักษาด้วยการ "ฉีดซีเมนต์" เข้าที่กระดูกสันหลังเพราะหมอบอกว่ากระดูกทรุด แต่หลังจากฉีดไปแล้วอาการกลับไม่ดีขึ้นอย่างที่หวัง ป้ายังต้องกินยาแก้ปวดวันแล้ววันเล่า จนเริ่มท้อใจและกลัวว่าชีวิตนี้จะต้องจบลงที่การผ่าตัดใหญ่ซึ่งป้ากลัวมากว่าจะกลับมาเดินไม่ได้อีก


ทำความเข้าใจ "กระดูกหลังทรุด" และ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" แบบง่าย ๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองนึกภาพกระดูกสันหลังของเราเหมือน "คอนโดมิเนียมหลายชั้น" ครับ

  1. กระดูกหลังทรุด (Vertebral Compression Fracture): เหมือนกับผนังห้องในคอนโดเริ่มเปราะและทรุดตัวลง มักเกิดจาก "โรคกระดูกพรุน" พอผนังทรุด เพดานก็ต่ำลง ทำให้โครงสร้างหลังผิดรูปไป (หลังโก่ง) ซึ่งในเคสของคุณป้ามาลี มีการทรุดตัวของกระดูกหลายข้อ ทั้งช่วงอกและช่วงเอวครับ

  2. หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): ระหว่างกระดูกแต่ละข้อจะมี "หมอนรองกระดูก" ที่ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรถยนต์ ข้างในมีลักษณะนิ่มเหมือนไส้ขนมปัง เมื่อเราใช้งานมานาน หมอนนี้อาจจะ "ปลิ้น" หรือ "ยื่น" ออกมาด้านข้าง เปรียบเสมือนไส้ขนมปังที่ไหลออกมาแล้วไปกดโดน "สายไฟ" (ซึ่งก็คือเส้นประสาท) ที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา หรือปวดร้าวมาที่หน้าอกตามแนวของเส้นประสาทนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค: ทำไมคุณป้าถึงปวดไม่หาย?

โรคที่คุณป้ากำลังเผชิญอยู่คือการรวมตัวกันของ 2 ปัญหาหลัก คือ โรคกระดูกสันหลังทรุดจากภาวะกระดูกพรุน (Osteoporotic Vertebral Compression Fracture) และ โรคหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis with Radiculopathy)

  • สาเหตุ: เกิดจากความเสื่อมตามวัยร่วมกับภาวะกระดูกบาง เมื่อกระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวได้ มันจึงค่อย ๆ ยุบตัวลง หรือถ้ามีการก้มตัวผิดจังหวะเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้กระดูกหักยุบได้

  • การเกิดโรค: เมื่อกระดูกยุบ โครงสร้างหลังจะเปลี่ยนไป ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยุงตัว จึงเกิดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง นอกจากนี้ หมอนรองกระดูกที่เสื่อมสภาพยังปลิ้นออกมาเบียดช่องทางเดินของเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าว (Radicular pain) ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดเรื้อรัง

  1. อายุที่มากขึ้น: โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงอย่างรวดเร็ว

  2. ภาวะกระดูกพรุน: เป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการจนกว่ากระดูกจะหักหรือทรุด

  3. การใช้งานในอดีต: การยกของหนักหรือท่วงท่าที่ผิดสุขลักษณะสะสมมานาน

  4. กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง: ทำให้ภาระทั้งหมดไปตกอยู่ที่กระดูกสันหลัง

  5. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลให้ระบบรับรู้ความเจ็บปวดไวขึ้นกว่าปกติ


การตรวจวินิจฉัย: เมื่อผล MRI บอกอะไรเราได้บ้าง

จากการตรวจ MRI ของคุณป้า พบรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีการหักยุบของกระดูกหลายระดับ: ทั้งช่วงอก (T6-T8) และช่วงรอยต่ออกกับเอว (T12-L1) ซึ่งเป็นจุดที่รับแรงกระแทกเยอะ

  • หมอนรองกระดูกเคลื่อน: พบในหลายระดับ ทั้งที่คอ อก และเอว โดยเฉพาะระดับเอวข้อที่ 1-2 ที่มีการกดเบียดช่องเส้นประสาท

  • ไม่มีเนื้อร้าย: ข่าวดีคือไม่พบร่องรอยของโรคมะเร็งหรือการทำลายกระดูกที่ผิดปกติครับ

การวินิจฉัยนอกจากดู MRI แล้ว หมอยังต้องตรวจร่างกายเพื่อดูว่า "จุดที่ปวดจริง ๆ" สอดคล้องกับ "จุดที่เห็นในฟิล์ม" หรือไม่ เพราะบางครั้งจุดที่เห็นใน MRI อาจไม่ใช่สาเหตุของความปวดในปัจจุบันเสมอไปครับ


แนวทางการรักษา: ไม่ผ่าตัด... ทำอย่างไรให้หายปวด?

หมอขอยืนยันให้คุณป้าสบายใจครับว่า "ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" หากไม่มีอาการอ่อนแรงของขาหรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ โดยเราจะใช้แผนการรักษาแบบผสมผสานดังนี้:

1. การปรับพฤติกรรมและการดูแลตัวเอง

  • การใส่พยุงหลัง (Back Brace): ในช่วงที่กระดูกเพิ่งทรุด การใส่เสื้อพยุงหลังจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อที่เจ็บ ทำให้กระดูกสมานตัวได้เร็วขึ้นและลดปวดได้ดีมากครับ

  • การเคลื่อนไหวที่ถูกวิธี: หลีกเลี่ยงการก้มหยิบของ หรือการบิดตัวแรง ๆ ให้ใช้การย่อเข่าแทน

2. การใช้ยาอย่างชาญฉลาด

  • ไม่ควรทานเพียงแค่ยาแก้ปวดอักเสบ (NSAIDs) ต่อเนื่องนาน ๆ เพราะอาจกัดกระเพาะหรือมีผลต่อไต

  • ควรใช้ "ยาปรับการนำกระแสประสาท" เพื่อลดอาการปวดร้าวรุนแรง

  • ยาเพิ่มมวลกระดูก: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องรักษาโรคกระดูกพรุนเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกข้ออื่นทรุดเพิ่ม

3. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection)

  • หากทานยาแล้วไม่ดีขึ้น เราสามารถฉีดยาลดอักเสบไปที่ "โพรงเส้นประสาท" หรือ "ข้อต่อกระดูก" ที่เป็นต้นเหตุของความปวดได้โดยตรง วิธีนี้มีความแม่นยำสูงและปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะ ช่วยลดความปวดได้รวดเร็วโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

4. กายภาพบำบัดที่ตรงจุด

  • เน้นการยืดกล้ามเนื้อที่ตึง (เช่น กล้ามเนื้อสลักเพชร) และออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องแบบเบา ๆ (Isometrics)

5. การผ่าตัด (กรณีสุดท้าย)

  • จะทำก็ต่อเมื่อเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ หรือปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้จริง ๆ หลังจากรักษาด้วยวิธีอื่นเต็มที่แล้วเท่านั้นครับ


พยากรณ์โรค: โรคนี้จะหายไหม?

อาการปวดจากกระดูกทรุดและหมอนรองกระดูกเคลื่อน "ดีขึ้นได้แน่นอนครับ" แต่ต้องใช้เวลา ร่างกายมนุษย์เก่งมากในการซ่อมแซมตัวเอง กระดูกที่หักจะค่อย ๆ สมานตัวภายใน 3-6 เดือน ส่วนหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา ร่างกายมีขบวนการตามธรรมชาติที่จะทำให้มันฝ่อและเล็กลงได้เอง หากเราดูแลตัวเองดีและได้รับยาที่ถูกต้อง อาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลาลงจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาความหนาแน่นของกระดูก อาจเกิดภาวะ:

  • หลังโก่งผิดรูป (Kyphosis): ทำให้ปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้อล้า

  • เส้นประสาทเสียหายถาวร: ทำให้ขาลีบหรืออ่อนแรง

  • ปอดทำงานลดลง: เนื่องจากหลังที่โก่งงอไปเบียดบังพื้นที่ในช่องอก (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่คุณป้าปวดร้าวมาหน้าอกใต้ราวนมครับ)


5 วิธีป้องกันเพื่อไม่ให้กลับมาปวดซ้ำ

  1. รักษาโรคกระดูกพรุนต่อเนื่อง: ทานแคลเซียม วิตามินดี และยาเพิ่มมวลกระดูกตามแพทย์สั่ง

  2. รับแดดอ่อน ๆ: ตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดี

  3. ทานโปรตีนให้เพียงพอ: เพื่อรักษาเพาะมวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

  4. จัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน: ป้องกันการล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกระดูกหัก

  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เน้นการเดินช้า ๆ หรือการบริหารกล้ามเนื้อในน้ำ


Q&A Section: คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมเคยฉีดซีเมนต์แล้วยังปวดอยู่? A: เพราะซีเมนต์ช่วยแค่ให้กระดูกข้อนั้นมั่นคงขึ้น แต่ความปวดของคุณป้าอาจมาจาก "เส้นประสาท" ที่ถูกหมอนรองกระดูกกดทับในระดับอื่น ๆ หรือจากกล้ามเนื้อรอบข้างที่อักเสบเรื้อรังครับ การรักษาต้องแก้ให้ครบทุกจุด

Q: อายุ 76 ปีแล้ว รักษาได้จริงหรือ? A: ได้แน่นอนครับ อายุเป็นเพียงตัวเลข เทคนิคการแพทย์สมัยใหม่เน้นการรักษาแบบบาดแผลเล็กและการใช้ยาที่ตรงจุด ทำให้ผู้สูงอายุกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดใหญ่

Q: ปวดร้าวมาที่หน้าอกใต้ราวนม เกิดจากอะไร? A: ใน MRI พบว่ากระดูกช่วงอก (T6-T8) มีการทรุดตัวและมีหมอนรองกระดูกปลิ้น ซึ่งเส้นประสาทช่วงนี้จะวิ่งอ้อมมาทางด้านหน้าแถวใต้ราวนมพอดีครับ เมื่อเส้นประสาทถูกเบียด จึงเกิดอาการปวดร้าวมาด้านหน้าได้


สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคุณป้า

  1. อาการปวดหลังร้าวลงขาและหน้าอกของคุณป้า เกิดจากทั้งกระดูกทรุดและหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

  2. ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป การรักษาด้วยยาที่ตรงจุดและการฉีดยาเฉพาะจุดสามารถช่วยลดปวดได้มาก

  3. หัวใจสำคัญคือการ "รักษาโรคกระดูกพรุน" เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกข้ออื่นทรุดเพิ่ม

  4. อาการปวดร้าวสลักเพชรและหน้าอก สามารถบรรเทาได้ด้วยการทำกายภาพและการปรับสมดุลกล้ามเนื้อ

  5. ความกลัวเรื่องติดเตียงจะลดลงได้ หากเราเริ่มรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #กระดูกหลังทรุด #กระดูกพรุน #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดสะโพก #สลักเพชรจม #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #ผู้สูงอายุ #ปวดหลังเรื้อรัง #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดยาลดปวด #MRIกระดูกสันหลัง #BackPain #Osteoporosis #SpinalCompressionFracture #HerniatedDisc #NonSurgicalTreatment


Reference List 

  1. Kim DH, Jang HD, Lee JC. Management of osteoporotic vertebral fracture: review update 2022. Asian Spine J. 2022 Dec;16(6):934-946. doi:10.31616/asj.2022.0441. PMID:36573301. 

  2. Chiu CC, Chuang TY, Chang KH, Wu CH, Lin PW, Hsu WY. Conservative management of lumbar disc herniation with associated radiculopathy: a systematic review. Spine (Phila Pa 1976). 2010 May 15;35(11):E488-E504. doi:10.1097/BRS.0b013e3181cc3f56. PMID:20421859.

  3. Buchbinder R, Johnston RV, Rischin KJ, Homik J, Jones CA, Golmohammadi K, et al. Percutaneous vertebroplasty for osteoporotic vertebral compression fracture. Cochrane Database Syst Rev. 2018 Apr 4;4(4):CD006349. doi:10.1002/14651858.CD006349.pub3. PMID:29618171.

  4. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, Cho CH, Easa JE, Ghiselli G, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of low back pain. Spine J. 2020 Jul;20(7):998-1024. doi:10.1016/j.spinee.2020.02.002. PMID:32147154.

  5. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, et al. Clinician’s guide to prevention and treatment of osteoporosis. Osteoporos Int. 2014 Oct;25(10):2359-2381. doi:10.1007/s00198-014-2794-2. PMID:25182228.


Comments

Popular posts from this blog

"แค่ก้มเก็บของ แต่หลังหัก!" แยกให้ขาด... กระดูกพรุนตามวัย หรือมี "โรคร้าย" กำลังกัดกินกระดูกคุณอยู่กันแน่?

ปวดหลังเรื้อรังในวัยเก๋า! เมื่อ "กระดูกพรุน" ทำหลังทรุดจนขยับไม่ไหว พร้อมทางเลือกการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดที่คุณควรรู้